ประสบการณ์จากป่า

ถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงาน

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของมูลนิธิที่มุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ อันเป็นต้นทางของความอุดมสมบูรณ์ทั้งมวล โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สนับสนุนและส่งเสริมบุคคล ชุมชน รวมถึงหน่วยงานที่ทำงานปกปักรักษาผืนป่าต้นน้ำ ในการดำเนินงานดังกล่าว มูลนิธิฯ ได้รับความร่วมมือและแรงสนับสนุนที่ดียิ่งจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลป่าต้นน้ำของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการจัดการการศึกษา รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เป็นเครือข่ายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งทำงานภายใต้อุดมการณ์เดียวกัน ตลอดจนผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวปกาเกอญอ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เคารพและรักษาธรรมชาติเหนือสิ่งอื่นใดต้นไม้หนึ่งต้น มิอาจเป็นผืนป่าได้ เช่นเดียวกับคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ย่อมมิอาจยืนอยู่ได้โดยลำพัง การทำงานร่วมกันด้วยเจตนารมณ์เดียวกัน จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน โดยทุกภาคส่วนสามารถผนึกกำลังผสานศักยภาพ และองค์ความรู้ที่มี เพื่อทำให้งานบรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มูลนิธิไทยรักษ์ป่า จึงเล็งเห็นว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอนุรักษ์ป่า โดยได้สัมภาษณ์ตัวแทนของหน่วยงาน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่มูลนิธิมีโอกาสได้ร่วมงานด้วยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื้อหาการสัมภาษณ์เป็นการสอบถามถึงการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเห็นต่อการทำงานของมูลนิธิในปัจจุบัน คำแนะนำและข้อควรพิจารณาของทุกท่าน จะนำมาพัฒนาการดำเนินงานของมูลนิธิต่อไป

การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหน้าที่ของทุกคน

ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ

ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์/ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้

“ตอนนี้สถานการณ์ป่าของเมืองไทยเหลืออยู่ประมาณ 33% เรียกว่าอยู่ในภาวะวิกฤต และยังมีการบุกรุก ครอบครองเปลี่ยนพื้นที่ มีการลักลอบตัดไม้ชนิดต่างๆหลายแห่ง แต่ในส่วนของสัตว์ป่า ก็ต้องมาพิจารณาเป็นชนิดไป เนื่องจากสัตว์ป่าบางชนิดก็เพิ่มมากในบางพื้นที่ บางชนิดก็ลดน้อยหายไปในบางพื้นที่

“แนวทางที่กรมอุทยานฯดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน หนึ่งคือหยุดการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้มากที่สุด โดยใช้ระบบต่างๆเข้ามาเสริม เช่น ภาพดาวเทียมติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า พบพื้นที่ไหนถูกบุกรุกทำลายก็รีบส่งเจ้าหน้าที่เราเข้าไปดู สองคือปรับปรุงการลาดตระเวนแผนใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Smart Patrol เราก็มีการขยายผลการลาดตระเวนแผนใหม่เข้าไปในทุกอุทยาน

“พื้นที่ไหนมีปัญหามากเราก็มีโครงการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฯที่มาจากบุคคลหลากหลายอาชีพในพื้นที่นั้นๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา

“การอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า สิ่งสำคัญคือการรณรงค์ให้ความรู้ รวมทั้งสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนทั่วไป ในส่วนของภาครัฐ เราอาจทำงานได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมูลนิธิไทยรักษ์ป่าก็ได้เข้ามาช่วยเสริมการทำงานตรงนี้ ก็ต้องขอชื่นชมและขอบคุณทางมูลนิธิไทยรักษ์ป่า โดยเฉพาะผลงานที่ได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ รวมทั้งหลายๆพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นคุณูปการต่อคนที่อยู่รอบๆผืนป่าที่จะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังได้ประสานงานกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่าในเรื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการร่วมกัน โดยการพัฒนา ส่งเสริมความรู้การสื่อความหมายธรรมชาติ มีการทำกิจกรรมให้คนหันมารักและหวงแหนป่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่บุคลากรซึ่งมีคุณภาพของมูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของทางราชการ และยังมีความร่วมมือกับกรมอุทยานฯอยู่เรื่อยๆในหลายพื้นที่

“ผมอยากให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมมือในการอนุรักษ์ นั่นคือไม่ซื้อ ไม่ล่า ไม่ฆ่าสัตว์ป่า ไม่ซื้อที่ดินป่าไม้ หากพบเห็นการกระทำผิด สามารถโทรแจ้งสายด่วนของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เบอร์ 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นคืออยากให้องค์กรพัฒนาภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ หันมาดำเนินการในแบบเดียวกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนมีความรักในธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมต่อไปครับ”

จิตสำนึกดีๆ มีอยู่ที่โรงเรียน

ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข

ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข
รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“เยาวชนนั้น คือคนสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมที่เหลืออยู่ การปลูกจิตสำนึกไม่ใด้ใช้เวลาสั้นๆ แค่ 3 ปี หรือ 5 ปี เพราะฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เขาเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งเติบโตขึ้น ก็จะฝังลงไปในความคิด ในจิตใจของเขา ซึ่งอย่างน้อยก็ขอให้เขาดูแลบ้านของเขา ชุมชนของเขา เราจึงนำเอากิจกรรมต่างๆเข้าไปเชื่อมโยงกับหลักสูตรวิชา จริงๆแล้วเป้าหมายก็เหมือนการ “ฝังชิป” ลงไปให้เป็นนิสัยนั่นเอง

“ที่จริง หลักสูตรเป็นเพียงโครงสร้าง เป็นหลักการทางวิชาการ ถ้าถามว่าพอมั้ย มองว่าการนำไปใช้ การประยุกต์ใช้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า ยกตัวอย่างนักเรียนที่เป็นมัคคุเทศก์ เขาได้พูดถึงความสำคัญของป่า ได้นำเสนอป่าของเขาว่ามีคุณค่ายังไง ต้นไม้นี้มีที่มายังไง เกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมถึงต้องมาอยู่ในป่านี้ เขาก็จะรักและเข้าใจคุณค่าของป่ามากขึ้น มันคือการปลูกจิตสำนึกอย่างหนึ่งในหลักสูตรส่องดอย คือให้เขารู้จักป่าของเขา เชื่อเถอะว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อเขาอายุ 30 แล้ว วันนึงถ้ามีใครอยากจะมาตัดต้นไม้ อยากจะมาทำลายป่าด้วยวิธีการต่างๆ เขาซึ่งเคยดูแลป่านี้ อธิบายเรื่องป่านี้เมื่อตอน 10 ขวบ เขาย่อมต้องมีสำนึกที่จะปกป้องป่าของเขา”

จิตสำนึกดีๆ มีอยู่ที่โรงเรียน

เมื่อมีการเรียนก็ต้องมีการสอน บุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่จะปลูกฝังสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับเด็ก ก็คือครูที่ต้องทุ่มเท “หลักสูตรจะเขียนอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญก็อยู่ที่ตัวครูด้วย ถ้าพูดภาษาง่ายๆก็คือการจ้ำจี้จ้ำไชของครูก่อน เด็กจะลงมือทำได้ครูต้องทำเป็นตัวอย่างให้ดู ยกตัวอย่างง่ายๆ การใช้กระดาษให้คุ้มค่า ใช้ทั้งสองด้าน ไม่เอามาเขียนเล่นไร้สาระ อย่างนี้เป็นต้น”

สุดท้าย ดร.บรรเจอดพร ได้ฝากข้อคิดกับเยาวชนไว้ว่า “เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องของทุกคนเพราะว่าเราอยู่ในโลก เราอยู่ในป่า เราอยู่ในเมืองด้วยกัน คุณต้องช่วยกันดูแลรักษา คุณอาจจะมีเงินซื้อความสบาย แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แล้วถ้าฝนไม่ตก เกิดกรีนเฮ้าส์เอฟเฟ็คต์ ถึงเวลานั้นเงินคุณอาจจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว จิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ต้องใช้เงินซื้อ แค่เพียงสร้างนิสัยที่ดี ปลูกจิตสำนึกในใจคนก็สามารถช่วยได้แล้ว”

สรรพสิ่งบนโลก ล้วนสัมพันธ์

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง”
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา

หากเอ่ยถึงองค์กรที่ร่วมงานกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่ามายาวนาน ทั้งกิจกรรมอบรมการดูนกและนับประชากรนก นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง” ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา น่าจะเป็นผู้ที่บอกเล่าถึงผลสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด

“เราสำรวจประชากรของนกในเมืองกันครับ เพราะเราต้องการให้เด็กๆในเมืองหันมาสนใจนกรอบๆตัว กิจกรรม Bird Walk ที่เราทำทุกสัปดาห์ มูลนิธิไทยรักษ์ป่าก็เข้ามาช่วยในการสนับสนุนกลุ่มเด็กมาร่วมกับเราทุกครั้ง อีกกิจกรรมคือ การสำรวจประชากรนกปิ๊ดจะลิวในเมืองเชียงใหม่ เราเป็นห่วงนกชนิดนี้เนื่องจากประชากรมันลดลงอย่างมากช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความนิยมเอานกชนิดนี้ไปเลี้ยงเพื่อประกวดเสียงร้อง ก็ให้เด็กๆช่วยออกสำรวจในเมือง ทำให้มีส่วนร่วมภาคประชาชน ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของนกในเมืองจะสะท้อนเป็นปรอทวัดไข้ หรือดรรชนีชี้วัดสุขภาพของเมืองได้”

พันธกิจหนึ่งที่สำคัญของมูลนิธิไทยรักษ์ป่าก็คือ โรงเรียนไทยรักษ์ป่า ซึ่งโรงเรียนบ้านโป่งน้อย มีการจัดทำ “สวน เรียกนก” ในโรงเรียน และทางชมรมอนุรักษ์นกฯของคุณหมอหม่องก็ได้เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือและให้คำแนะนำ

“เราเข้าไปบรรยายให้เด็กๆฟัง จัดค่ายเล็กๆในโรงเรียน ทางชมรมเองมีกิจกรรมเดินชมนกกันทุกเดือน มูลนิธิก็จัดเด็กๆมาร่วมสำรวจกับเรา

“เด็กมีความกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนรู้อะไรต่างๆ เมื่อเด็กได้ดูนกผ่านกล้อง ได้เห็นมันอย่างใกล้ชิด เด็กก็จะเกิดความตื่นเต้นกับสีสันสวยงาม เสียงร้องและพฤติกรรมมหัศจรรย์ต่างๆ ผมเชื่อว่าความสนใจธรรมชาติถ้ามันปลูกฝังไปกับใครสักคนจนเขาเติบโต ชีวิตของเขาจะร่ำรวยในประสบการณ์ ในการใช้ชีวิต เขาจะหันไปมองเห็นอะไรอีกมากมาย ซึ่งอาจจะมองข้ามไปถ้าหากไม่เคยมีทักษะในการมองธรรมชาติ

“เราอยากจะสอนเด็กๆว่า ในโลกนี้มันไม่ได้มีแค่มนุษย์ ยังมีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันหลายอย่าง เมื่อเรารู้จักนก เห็นว่านกก็มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจระบบนิเวศที่เกี่ยวพันกับนก และเกี่ยวพันกับตัวเรา มนุษย์เราไม่ใช่พระเอกในโลกนี้ เราเป็นแค่หนึ่งในตัวละครที่อยู่ร่วมกับคนอื่น การใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างอ่อนโยน มีความเคารพในสิทธิของการดำรงอยู่ของชีวิตต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในการที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น แล้วก็จะทำให้มนุษยชาติของเรามีความหวังด้วยครับ”

 

ชีวิตและธรรมชาติ

พะติจอนิ โอโดเชา

พะติจอนิ โอโดเชา
ปราชญ์ชาวปกาเกอญอ

“มนุษย์มาจากแหล่งเดียวกัน ที่เดียวกัน ไม่ว่าเผ่าไหนในโลกนี้ก็มีหัวใจอันเดียวกัน อยู่ใต้ธรรมชาติเหมือนกัน จะผิวเหลือง ผิวแดง ผิวขาว ผิวดำ ก็สิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ปลาอยู่ในน้ำก็ตากลม มนุษย์ทุกคนก็ตากลม สิ่งมีชีวิตในโลกก็ตากลมเหมือนกัน มันรวมมาอยู่ที่ในตาของคุณนั่นแหละ บรรพบุรุษบอกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เหมือนชีวิตเรา ดิน ฟ้า อากาศ ทั้งหลายก็เป็นชีวิตของเรา

“แต่พอมายุคหลังมนุษย์คิดว่าตัวเองเข้าใจธรรมชาติ สร้างอะไรต่อมิอะไรได้ ทำตัวเหนือธรรมชาติ เกิดความเห็นแก่ตัว อาจจะเป็นเพราะระบบการศึกษาที่ทำให้ความเชื่อเปลี่ยนแปลงไป เอาผลประโยชน์หรือเงินตราเป็นตัวตั้ง แล้วเอาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมาเป็นตัวรอง ที่ป่าถูกทำลายหรือธรรมชาติถูกทำลายนั้นก็เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ เห็นแก่อำนาจ เห็นแก่เทคโนโลยี มันก็เลยพัง แค่นั้นเอง

ชีวิตและธรรมชาติ

“ปี 2522 ลุงก็ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกส้ม ปลูกถั่วแดง แต่เป็นหนี้มากขึ้นๆ พอหันมาปลูกอะไรก็ได้ตามใจเรา มีเมล็ดอะไรก็มาหว่านไว้ อะไรที่กินได้ลุงก็ปลูกไว้หมด ดูแลรักษาบ้าง ผลผลิตพอเลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นผลผลิตมากมาย ลุงคิดว่าแค่มีลม มีต้นไม้ มีชีวิต เท่านั้นแหละ”
ท่ามกลางบทสนทนาที่เรียบง่าย แต่เมื่อถามถึงมุมมองการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำจากพะติจอนิ คำตอบที่ได้คือการย้อนมองในทางกลับกันอย่างน่าทึ่ง “ป่าต้นน้ำมันสำคัญทุกที่นั่นแหละ อย่างลุงถ้าไม่ได้กินปลาทู ไม่ได้กินเกลือ สัก 3 ปีนี่เป็นคอพอกกันหมดแล้ว คนอยู่ใกล้ทะเล พวกคุณนั่นแหละก็อยู่ต้นน้ำเหมือนกัน บ้านคุณมีอาหารหลากหลาย มีทั้งน้ำเค็ม น้ำจืด บางทีบ้านคุณต้องอนุรักษ์ดีกว่าบ้านลุงด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะอยู่บนดอย พื้นล่าง ติดชายทะเล ก็สำคัญเท่ากันหมดในการดูแลรักษาธรรมชาติ”

สุดท้ายพะติจอนิ ยังฝากความคิดที่น่าสนใจเอาไว้ด้วยว่า “คนที่รวยๆ มีที่ดิน น่าจะช่วยกันบริจาค 100 ไร่บ้าง 20 ไร่บ้าง มารวมๆทำเป็นพื้นที่อนุรักษ์ให้กรุงเทพฯ ประเทศไทยเราสร้างป่าได้ทุกที่ ไม่เชื่อลองดูสัก 100 ปี มันก็กลายเป็นป่า เป็นธรรมชาติขึ้นมาเอง เพราะป่าไม่ได้อยู่บนภูเขาเพียงอย่างเดียว”