ป่าต้นน้ำ ต้นทางชีวิต

เมื่อศึกษาลึกลงไปถึงความหมายของป่าไม้ที่จัดได้ว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร หรือที่เรียกว่า ป่าต้นน้ำ จะหมายถึง ป่าธรรมชาติที่ปรากฎอยู่บริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป หรือเป็นพื้นที่ลาดชันมากกว่า 35% ชนิดของป่าไม้ที่มักจะปรากฎให้เห็นในพื้นที่ต้นน้ำ ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง

Screen Shot 2558-12-03 at 11.30.44 AM

ทั้งนี้พื้นที่ต้นน้ำแห่งหนึ่งอาจถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะภูมิประเทศ ชนิดของดิน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามชนิด ปริมาณ และประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในผืนป่า แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ คุณค่าของป่าต้นน้ำ ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบการดูดซับและเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ ตลอดจนการควบคุมการกัดชะพังทลายของดิน รวมทั้งการช่วยลดความร้อนแรงจากแสงอาทิตย์ และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง ผลการศึกษาของสถานีวิจัยต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่าป่าต้นน้ำชนิดต่างๆ จะให้น้ำไหลในลำธาร เฉลี่ยร้อยละ 30.73 และถูกต้นไม้ดึงกลับขึ้นไปใช้ในการระเหย เฉ

โดยปกติแล้ว ธรรมชาติการดำรงอยู่ของดิน น้ำ และป่าไม้ จะเป็นไปในลักษณะที่สมดุลและเกื้อกูลกันตลอด หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะถูกทำลายลงไปในจำนวนที่ไม่มากนัก ปัจจัยที่เหลืออยู่จะช่วยกันฟื้นฟูปัจจัยที่ถูกทำลาย ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว อาทิ เมื่อต้นไม้ถูกลมพายุพัดล้มลงไปหนึ่งต้น ดินที่สมบูรณ์และน้ำที่ชุ่มชื้นจะช่วยให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม หากป่าไม้ถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้างอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน จะส่งผลให้ปัจจัยอื่นๆ ที่เหลืออยู่เสื่อมสภาพลงตามไปด้วย กล่าวคือ การทำลายป่าไม้ เป็นการเปิดโล่งของผิวดิน ทำให้ผิวดินถูกอัดแน่นขึ้น ความสามารถในการดูดซับน้ำฝนจึงมีน้อยลง เมื่อดินดูดซับน้ำฝนได้น้อย น้ำฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงเอ่อนองตามผิวดิน และไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไหลอย่างรวดเร็วที่ผิวดินนี้ ทำให้เกิดการกัดชะและพัดพาเอาผิวหน้าดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารไปด้วย เมื่อฝนหยุดตก น้ำฝนที่ซึมลงไปในดินน้อย ทำให้ไม่มีน้ำเอื้ออำนวยให้กระบวนการระเหยน้ำ พลังงานจากรังสีดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่จึงเพิ่มความร้อนในดินและอากาศ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะขยายตัวและรองรับไอน้ำมากขึ้น โอกาสที่ฝนตกจึงมีน้อยลง เป็นวงจรที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันทั้งหมด

นอกจากนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังศึกษาพบกว่า ป่าต้นน้ำ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประกอบด้วย พืชชั้นสูงมากกว่า 18,000 ชนิด ต้นไม้ขนาดใหญ่ 500 ชนิด กล้วยไม้ 1,000 ชนิด ราและเห็ด 2,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 350 ชนิด นก 950 ชนิด และแมลงประมาณ 60,000 ชนิด ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของสังคมพืชและสัตว์ ตามธรรมชาติของระบบนิเวศ และเอื้อต่อปัจจัยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทางด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ยิ่งไปกว่านั้น ความหลากหลายทางชีวภาพ มีบทบาทตามธรรมชาติกว้างขวางมากในด้านการให้บริการทางนิเวศวิทยา ตัวอย่างเช่น จุลินทรีย์และแบคทีเรีย ช่วยย่อยสลายขยะให้กลายเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช แมลงช่วยผสมเกสรให้ดอกไม้และพืชผลทางการเกษตร แนวปะการังและป่าชายเลนช่วยปกป้องชายฝั่งให้ปลอดภัยจากคลื่นลม สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่คนเราได้รับจากธรรมชาติ

การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลดินให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักพิงอิงอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่น้อย ทั้งยังเป็นการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตอีกด้วย ปัจจุบัน จากการศึกษาของสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าประเทศไทยมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ 23.01 ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยในภาคเหนือมีพื้นที่ป่าต้นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 42.25 ในขณะที่ภาคกลาง-ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอยู่ร้อยละ 23.55, 20.39, 16.60 และ 12.27 ตามลำดับ